คำถามตอบที่มาจากกระดานถามตอบ

ตลาด

คำถาม

อยากทราบราคาผักปลอดสารฯ ครับ ของแหล่งต่าง ๆ ขอบคุณมากครับ (บูน 02/09/2004 )

คำตอบ

อิทธิสุนทร

“ตอบยากครับ ขึ้นกับชนิดผักและฤดูปลูกด้วยครับ เช่นผักสลัด Hydro

ราคาอยู่ในช่วง 60-120 บาท ถ้าเป็นผักไทยในระบบ Hydro อยู่ในช่วง 30-50 บาท “

            Fah

“ถ้าในฤดูร้อน ผักสลัด hydro จะมีราคาสูงกว่าในฤดูอื่นๆ เพราะไม่มีผักดินขึ้นมาตีตลาดค่ะ  ราคาขายขยับมาที่160-180บาทแต่ราคาส่งต้องแล้วแต่เกรดค่ะแต่ก็จะราคาดีกว่าทุกฤดูเช่นกันส่วนในฤดูฝน และหนาวราคาจะลดลงมาอยู่ที่ราคาขาย120-150บาทส่วนราคาส่งก็ต่ำกว่านั้นมากค่ะ ในกรณีผักไทย-จีน ราคาขายอยู่ที่ 60-80 บาท ส่งกันที่ 30-35 บาทค่ะทุกฤดูราคาไม่ค่อยหนีจากนี้เท่าไหร่ค่ะ”

 

*** คำถาม

“ปลูกผักไฮโดรขาย จะดีไหม ? จะขายใคร ?....มีคำตอบค่ะ“    ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการปลูกผักไฮโดร มักจะเกิดข้อสงสัยบ่อยๆ คือ  มันสามารถทำเป็นธุรกิจได้ดีแค่ไหน ต้องใช้เงินเท่าไหร่   ต้องปลูกมากหรือน้อย      มีอนาคตแค่ไหน ต้องมีความรู้มากน้อยเท่าใด..มีคำตอบค่ะ      ในงานสัมมนา เรื่อง อนาคตการปลูกพืชไม่ใช้ดิน...โดยชมรมการปลูกพืชไม่ใช้ดิน วันที่ 20 พย. 2547 นี้ มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ :-) และผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มาร่วมเสวนามากมายค่ะ   อาจเป็นที่ ๆ รวมผู้ประกอบการด้านการปลูกไฮโดรฯไว้มากอีกแห่งหนึ่งค่ะมีงานออกร้านเกี่ยวกับการปลูก และระบบปลูกแบบต่างให้ชมกันด้วยคะ    งานมีแค่วันเดียว......ค่าลงทะเบียน ท่านละ 500 บาท อยากให้ลองมาแวะชมกันคะ   สนใจลงชื่อไว้ที่กระทู้นี้ก็ได้คะโดย : Fah [ 09/11/2004 , 22:26:28 ]

-  จัดที่ไหนครับ ผมสนใจ   แต่ผมอยู่เชียงใหม่น่ะครับ - -"   โดย : ^^ [ 12/11/2004 , 15:56:59 ]

- สถานที่จัด ตึกเจ้าคุณทหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะ โทร 023264113    ถ้าคุณ - -" สนใจ ลงมาร่วมงานก็ได้ค่ะ ครั้งนี้เป็นการจัดครั้งแรกของชมรมค่ะ    เราจึงเก็บค่าลงทะเบียนเพียง 500 บาท รวมค่าอาหาร ไว้เรียบร้อยแล้ว และหัวข้อที่เสวนา   จะรวมเรื่องที่เพื่อนๆสนใจไว้มากมายค่ะ หาฟังยากจริง ๆ ค่ะ   โดย : Fah [ 13/11/2004 , 10:38:19 ]

 

ความรู้ทั่วไป (ระบบ)

*คำถาม  “ข้อดีข้อเสียระบบ NFT&DFT” (ประทีป 23/08/04)

ผมได้อ่านบทความของอาจารย์แล้ว ผมอยากทราบถึงข้อดีและข้อเสียระหว่างการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินในระบบ NFTกับระบบ DFT ว่ามีอย่างไรบ้างครับ และไม่ทราบว่าทั้งสองระบบนี้มีที่ไหนดำเนินการอย่างไรบ้างครับ
ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยตอบเป็นความรู้ด้วยครับ เมื่อคราวก่อนผม Mail มาสอบถามอาจารย์เรื่องการอบรมและได้ลองโทรไปที่ที่อาจารย์บอกแล้วแต่เจ้าหน้าที่ยังไม่แฟกซ์ข้อมูลให้ผมเลยครับ สงสัยต้องรออาจารย์เปิดอบรมอีกครั้งแล้วครับ

คำตอบ

            Fah

  “ระบบทั้ง 2 ต่างมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แต่ความสำคัญอยู่ที่ สถานที่ของเราเหมาะกับระบบใด
ในสถานที่ที่อากาศเย็น อาจเลือกใช้ระบบหนึ่ง ในสถานที่อากาศค่อนข้างร้อน อาจจะเหมาะกับอีกระบบค่ะ
   ระบบ NFT ที่ปลูกบนราง จะเป็นระบบปลูกที่น้ำไหลผ่านเป็นฟิล์มบาง ๆ ผ่านรากพืช จึงมีออกซิเจนมาก พืชจะโตได้ดีกว่า โดยเฉพาะในฤดูหนาว แต่จะมีปัญหามากในฤดูร้อนค่ะ เพราะตัวรางทำจากวัสดุที่ไม่ใช่ฉนวนกันความร้อน เพราะต้นแบบมาจากประเทศหนาวแต่แก้ได้โดยการปลูกใน E-VAP  ส่วนระบบ DFT จะเป็นการปลูกในระบบน้ำลึกกว่าคือ 3-
5 ซม.  ออกซิเจนที่ผ่านจึงน้อยกว่า แต่เนื่องจาก รางทำด้วยโฟม ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนได้ดีกว่า

 

คำถาม* “อยากทราบว่า การปลูกในระบบ NFT โต๊ะควรมีความลาดเอียงเท่าไหร่จึงจะดีค่ะ” โดย : มัทรี [ 14/09/2004 , 20:06:19 ]

คำตอบ

อิทธิสุนทร

                -  “ควรอยู่ในช่วง 1-2% ครับ“อิทธิสุนทร [ 16/09/2004 , 16:58:42 ]

chatpracha -  “ถ้าเป็นภาชนะปลูกแบบรางแขวน (Guuter grwoing system) จะคล้ายกับราง NFT ควรลาดเอียงไม่เกิน 0.7-1.0%ครับ”ท่านสามารถเข้าไปดูได้ที่ [18/09/2004,09:43:27]
http://www.netafim.co.th/main/siteNew/index.php?langId=4&page=151&action=sidLink&stId=1792

 

คำถาม*** ผมขอปรึกษาอาจารย์เกี่ยวกับระบบ NFT เพิ่มครับ   ถัง Stainless steel สามารถนำมาใช้ในระบบ NFT ได้ไหมครับ การเพาะเลี้ยง ทั้ง 7 อาทิตย์ การใช้ค่า EC และ PH ที่เหมาะสมเป็นอย่างไรครับ การ Splinkle น้ำ มีความจำเป็นไหมครับ ถ้าจำเป็นมีวิธีการให้อย่างไรครับ โรคของผักสลัดที่อาจเกิดกับผัก มีอะไรบ้างครับ และมีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร ผมพยายามหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับ ระบบ NFT ไม่มีครับ อยากได้เป็นภาษาไทยไม่ทราบอาจารย์เขียนตำราไว้บ้างไหมครับ ถ้ามี ช่วยกรุณาส่งปบบ พกง. ได้ไหมครับ หรือจะแนะนำให้ไปหาซื้อก็ได้ครับ โดย : วีระ [ 14/09/2004 , 10:16:23 ]

คำตอบ             

อิทธิสุนทร

-เรียนคุณวีระ
1.
ถัง Stainless ก็ใช้ได้ครับแต่ไม่ดี เนื่องจากนำความร้อนได้ดีสารละลายจะร้อน และถังอาจเป็นสนิมได้ควรใช้ถังFiber
2.
pH คงที่ 5.8-6.0 EC ช่วง2-3 สัปดาห์แรก ควรอยู่ที่ 1.2 หลังจากนั้นอาจขึ้นถึง 1.4-1.6 ครับ
3. น่าจะมีความจำเป็นโดยเฉพาะในหน้าร้อนควรเป็นระบบพ่นหมอก
4. โรคที่สำคัญคือรากเน่าป้องกันไม่ให้สารละลายอุณหภูมิสูงเกินไป
5. หนังสือผมคิดจะเขียนอยู่ครับแต่ขอเวลารวบรวมข้อมูลของเมืองไทยอีกหน่อยครับเพาะที่มีปัจจุบันเป็นข้อมูลเมืองนอกหมดเลยครับ
6. ตอนนี้เรามีชมรมปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินลองเข้าไปดูที่ www.kmitl.ac.th/hydro ครับ โดย : อิทธิสุนทร [
14/09/2004 , 10:17:35 ]

chatpracha-ท่านสามารถไปดาวน์โหลดบทความ(Acrobatfile)มาอ่านได้ที่
http://www.netafim.co.th/main/siteNew/index.php?langId=4&page=151&stId=1772  

คำถาม* “การจัดการค่าpH” ถ้าค่าpH ของน้ำที่ใช้เติมในระบบปลูกสูงหรือต่ำเกินไปควรจัดการอย่างไรก่อนเติมเข้าระบบครับ และ ถ้าค่าpH ของสารละลายในระบบปลูก สูงหรือต่ำเกินไปควรจัดการอย่างไรในระหว่างการปลูกครับ    โดย : คนลองปลูก [ 20/09/2004 , 21:48:28 ]

                chatpracha

·        ปกติเราควรทำการตรวจวิเคราะห์น้ำ เช็ค ทั้งค่า pH EC %คาร์บอเนต หรือ %Hardeness  จากแหล่งน้ำที่เราจะใช้ในการปลูกก่อนทำการสร้างระบบการปลูกเพื่อจะได้สร้างระบบให้เหมาะสมกับกับพืชที่จะปลูก อย่างไรก็ตาม การปรับค่าpH น้ำหรือสารละลายมักจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า EC ของสารละลายธาตุอาหารพืชด้วย ดังนั้นการจะใช้กรดเพื่อปรับด่าง หรือใช้สารละลายด่างเพื่อปรับpH  ที่ตำต้องกระทำโดยระมัดระวังและไม่ให้ค่าEC ของสารละลายธาตุอาหารพืชมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันมากหรือรวดเร็วมิฉะนั้นพืชอาจจะได้รับความเสียหาย หรือช็อคได้ โดย : chatpracha [ 20/09/2004 , 23:21:27 ]

        อิทธิสุนทร

-  โดยทั่วไปการปลูกในระบบสารละลายหมุนเวียน ถ้าปลูกผัก pH จะสูงขึ้นอย่างเดียว ดังนั้นจะใช้กรด ไนตริก  ปรับให้pH ลงมาถ้าเป็นระบบถังขนาดใหญ่ อาจใช้วิธีเอาสารละลายขึ้นมา 1 ลิตรและทดลองหาปริมาณกรดที่ใช้ปรับค่า pH ก่อนหลังจากนั้นค่อยคำนวณปรับในถังขนาดใหญ่อีกที่โดยใส่กรดให้น้อยลงประมาณ 10% และค่อยปรับครั้งสุดท้ายอีกทีครับ รายละเอียดดูในเอกสารการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินครับ  [ 21/09/2004 , 14:04:27 ]

        fah

-  วิธีจัดการกับ pH ในชุด kid อย่างง่ายๆ นะคะ  เมื่อเริ่มเติมน้ำในระบบปลูก ตั้งระดับให้เรียบร้อย จากนั้นให้เดินระบบ แล้วจึงเติมกรดลงไป เพื่อปรับค่า pH ส่วนจำนวนเท่าใดนั้น ขึ้นกับสภาพน้ำว่ามี pH อยู่ที่เท่าใด ปรับจนน้ำมีค่า pH ตามต้องการ จึงนำต้นไม้ลงปลูกค่ะ    ในระหว่างการปลูก การจัดการกับค่า pH ทำได้หลายวิธีค่ะ วิธีง่ายๆ   เราอาจจะวัดค่า pH บ่อยๆ เมื่อ pH สูงขึ้น ให้เติมกรดลงไป การเติมบ่อยครั้งๆละไม่มาก เป็นผลดีกับพืชค่ะ เพราะค่าจะไม่โดดมากนัก และอาจมีถังน้ำที่เราปรับค่า pH ไว้ดีแล้วต่างหาก เอาไว้คอยเติมเวลาน้ำ ในระบบพร่องไป ก็ช่วยได้มากค่ะ    ส่วนวิธีอื่น สามารถหาอ่านได้ในเอกสารการปลูกพืชไม่ใช้ดินค่ะ โดย   : fah [ 25/09/2004 , 13:26:17 ]

 

คำถาม***“pH อีกที” ปัจจุบันใช้กรดปรับค่าpH แต่ต้องใช้มากเพราะค่าpH 8 อยากลองใช้วิธีอื่นดู ขอคำแนะนำด้วยครับ ( ไม่เอา Ro. เพราะแพง)    โดย : คนลองปลูก [ 29/10/2004 , 06:03:29 ]

คำตอบ      อิทธิสุนทร

·        การใช้กรดปรับเป็นวิธีที่ถูกที่สุดแล้วครับ ควรใช้กรดไนตริกหรืฟอสฟอริค ถ้าต้องการให้สารละลายเปลี่ยน  pH ช้าอาจเพิ่มปริมาณ แอมโมเนียมในสารละลายได้แต่อย่าให้เกิน 10 % pH จะขึ้นช้าลงครับ   โดย : อิทธิสุนทร [ 29/10/2004 , 10:14:13 ]

 

คำถาม***”แอมโมเนียมมีผลข้างเคียงต่อพืชอย่างไรบ้างครับ แล้วแอมโมเนียมที่เพิ่มต้องเพิ่มในรูปของสารประกอบอะไร? คนลองปลูก [ 29/10/2004 , 21:36:41 ]

คำตอบ      อิทธิสุนทร

·        ตามทฤษฏีแล้วถ้าสารละลายมี แอมโมเนียมมากเกินไปอาจชักนำให้พืชเกิด Tipburn ยอดเน่าได้   ดังนั้นไม่ควรใส่มากเกินไป ใส่ในรูป แอมโมเนียมฟอสเฟตได้    โดย : อิทธิสุนทร [ 31/10/2004 , 08:28:48 ]

 

คำถาม*** “ระยะเวลาในการใช้สารละลาย ธาตุอาหา” คือเราจะรู้ได้ยังงัยว่า สารละลายที่เราใส่ลงไปนั้น สารที่เป็นธาตุอาหารนั้นได้ถูกพืชดูดซึมไปใช้หมดแล้ว และถึงเวลาต้องเปลี่ยนสารละลายแล้ว เป็นต้น โดย: thada_ssknt [ 14/11/2004 , 01:48:52 ]

คำตอบ

        fah

·        ปกติค่าที่บอกความเข้มข้นของสารละลาย เราจะวัดดูจากค่า EC ค่ะ  ง่าย ๆ คือ   ถ้าค่า EC ลดลง แสดงว่าพืชดูดใช้สารอาหารไป แต่ไม่สามารถระบุได้เจาะจงว่า ตัวไหนหมดตัวไหนเหลือ........ต้องนำไปวิเคราะห์ใน LAB อีกครั้ง   แต่ในทางปฏิบัติ เราคงจะไม่วิเคราะห์หรอกคะ เพราะค่าปุ๋ยจะถูกกว่าค่าตรวจสอบคะ :-) .. ..เราจะใช้วิธีป้องกันการขาดธาตุอาหาร มากกว่า การรักษาหลังจากเกิดอาการขาดแล้วซึ่งแก้ยากกว่าเปลืองกว่าค่ะ ส่วนเมื่อไหร่จะเปลี่ยนสารละลายนั้น ขึ้นกับหลายปัจจัยค่ะ เช่นในฤดูร้อนจะเปลี่ยนเร็วกว่าปกติแต่ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนในช่วงประมาณ 2 อาทิตย์สุดท้ายก่อนเก็บผลผลิต......สำหรับผักสลัดในระบบ NFT ค่ะ   แต่ผักไทย ในระบบ DFT จะไม่ค่อยได้เปลี่ยนค่ะโดย : Fah [ 14/11/2004 , 14:27:21 ]

·        รายละเอียดเพิ่มเติม....คัดลอกมาให้อ่านกันค่ะการจัดการค่าEC ของสารละลายค่า EC (electrical conductivity) คือค่าการนำไฟฟ้า เป็นค่าที่บอกความเข้มข้นของสารละลาย มีหน่วยเป็นมิลลิโมลต่อเซนติเมตร (mmho/cm) หรือมิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร (mS/cm)   ถ้าค่า EC สูงแสดงว่าสารละลายมีความเข้มข้นสูง คือมีธาตุอาหารละลายอยู่มาก   ค่า EC  ในการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จะแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และชนิดพืชปลูก เช่น ผักสลัดในระบบ NFT ต้องมีค่า EC ตั้งแต่ 0.8-2.8 mS/cm    ส่วนมะเขือเทศควรมีค่า EC สูงถึง 5-8 mS/cm เพื่อเพิ่มความหวาน  ปัญหาในการจัดการค่า EC คือ ค่า EC เป็นค่าที่บอกความเข้มข้นของสารละลายโดยรวมไม่สามารถบอกความเข้มข้นของธาตุอาหารแต่ละตัวได้  จึงไม่มีโอกาสรู้ว่าธาตุใดมีปริมาณมากเกินหรือน้อยเกินไป   ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการถ่ายสารละลายทิ้งเป็นช่วงๆ เพื่อกำจัดธาตุที่พืชไม้ต้องการและมีการสะสมอยู่ในสารละลายธาตุที่มักมีการสะสมและเป็นปัญหาในการปลูกพืชด้วยระบบปิดเสมอคือโซเดียม  ซึ่งพืชไม่มีการดูดไปใช้และมักมีอยู่ในน้ำหรือมากับปุ๋ยที่ใช้เตรียมสารละลายเมื่อสารละลายไหลผ่านรากพืชจะมีการดูดธาตุที่ต้องการไปใช้และเหลือโซเดียมสะสมอยู่ในสารละลาย เมื่อรอบการผ่านรากมากขึ้น  ปริมาณธาตุอาหารพืชจะลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากพืชดูดไปใช้ ขณะเดียวกันปริมาณโซเดียมก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เช่นกัน การสะสมของโซเดียมอาจถึงระดับที่เป็นพิษต่อพืชได้ ทางเดียวที่กำจัดโซเดียมออกจากระบบได้  คือ การถ่ายสารละลายทิ้ง นอกจากโซเดียมแล้วการสะสมของธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อยตัวอื่นๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้เป็นสาเหตุของความไม่สมดุลของธาตุอาหารในสารละลาย เช่นความไม่สมดุลของ แอมโมเนียม  แคลเซียม  แมกนีเซียม  และ โพแทสเซียม   ซึ่งเป็นประจุบวก และถูกดูดใช้ในขบวนการที่คล้ายกัน   ถ้าธาตุเหล่านี้อยู่ในสภาพไม่สมดุลย เช่น มีแมกนีเซียม หรือ โพแทสเซียม มากเกินไป  จะทำให้พืชดูดใช้แคลเซียมได้น้อยลง เมื่อเกิดความไม่สมดุลของสารละลายธาตุอาหารแล้ว  จะทราบได้ก็ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารละลาย   อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมาก นอกจากการวิเคราะห์อาจสังเกตจากอาการของพืช  เช่น ในผักกาดหอม จะแสดงอาการปลายใบไหม้ (tip burn) เมื่อขาดแคลเซียม   แต่ทั้งนี้การแสดงอาการผิดปกติดังกล่าวก็สายเกินกว่าจะแก้ไข วิธีที่ดีที่สุดจึงควรรักษาสมดุลของธาตุอาหารไว คือ การถ่ายสารละลายธาตุอาหารในถังทิ้งให้หมดก่อนที่ความไม่สมดุลจะรุนแรง  แล้วเติมสารละลายที่เตรียมใหม่แทน การถ่ายสารละลายโดยทั่วไปมักกำหนดเป็นช่วงแน่นอน เช่นอาจถ่ายทุก 2, 3  หรือ 4 สัปดาห์ จะถ่ายสารละลายให้น้อยที่สุดเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย  โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
1.ฤดูที่ปลูก การปลูกในฤดูร้อนจะต้องมีการถ่ายสารละลายบ่อยกว่าฤดูหนาว  เพราะพืชมีการคายน้ำมากและมีการดูดใช้ธาตุอาหารเร็ว ส่วนฤดูฝน ถ้าเป็นการปลูกกลางแจ้ง  น้ำฝนจะเข้าไปในสารละลายได้ ทำให้สารละลายเจือจาง จึงต้องระบายสารละลายบางส่วนออกจากระบบ  แล้วเติมสารละลายเข้มข้นเพื่อปรับค่าEC และ pH ใหม่
2. คุณภาพของน้ำที่ใช้เตรียมสารละลาย ถ้าใช้น้ำที่มีความบริสุทธิ์มากๆ เช่นน้ำฝน หรือน้ำ reverse  osmosis (RO) จะมีสิ่งเจือปนน้อย จึงมีการสะสมของธาตุที่พืชไม่ต้องการน้อย  ทำให้ทิ้งช่วงการถ่ายสารละลายได้นาน
3. ความบริสุทธิ์ของปุ๋ยและสารที่ใช้เตรียมสารละลาย ถ้าใช้สารหรือปุ๋ยที่มีความบริสุทธิ์น้อย ก็จะต้องมีการถ่ายสารละลายบ่อย
4.สูตรและความเข้มข้นของสารละลายที่ใช้มีความเหมาะสมกับความต้องการขอพืชหรือไม่ ถ้าไม่เหมาะสมเช่นมีอัตราส่วนของธาตุต่างๆ ไม่ตรงกับความต้องการของพืชที่ปลูกก็จะเกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารได้เร็ว และต้องมีการถ่ายสารละลายบ่อย
5. ชนิดและช่วงการเจริญเติบโตของพืช การตอบสนองต่อความไม่สมดุลของธาตุอาหารของพืชแต่ละชนิดแตกต่างกัน  บางชนิดแสดงอาการอย่างรวดเร็วและรุนแรง จึงต้องมีการถ่ายสารละลายบ่อย นอกจากชนิดพืชแล้ว   ช่วงการเจริญเติบโตของพืชก็ตอบสนองต่างกัน เช่น ผักกาดหอมจะแสดงอาการ tip burn ในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว   จึงต้องการน้ำและธาตุอาหารในปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารได้ง่ายและรวดเร็วควรถ่ายสารละลายก่อนช่วงนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันความไม่สมดุลของธาตุอาหาร
6. สัดส่วนระหว่างขนาดถังสารละลายต่อจำนวนพืชที่ปลูก (ปริมาณธาตุอาหารต่อพืช 1 ต้น)  ถ้าถังสารละลายมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับจำนวนพืช การถ่ายสารละลายจะช้ากว่าเมื่อใช้ถังขนาดเล็ก   แม้จะมีข้อดีที่ไม่ต้องถ่ายสารละลายบ่อยแต่ถังขนาดใหญ่ก็มีราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับถังขนาดเล็ก   

อย่างไรก็ตามจากปัจจัยดังกล่าวไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าเมื่อใดจะต้องมีการถ่ายสารละลาย  วิธีเดียวที่จะทำให้รู้แน่นอนคือจากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารละลายเป็นระยะๆ   นอกจากจะบอกได้แน่นอนว่าควรถ่ายสารละลายหรือยังแล้ว  ยังเป็นข้อมูลในการปรับสูตรสารละลายให้เหมาะสมกับสภาพการปลูกพืชของบ้านเราได้   แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานานในการวิเคราะห์วิธีที่ทำได้ คือ การสังเกตจากการตอบสนองของพืชโดยอาศัยประสบการณ์ของผู้ปลูก หรือค่อยๆ ถ่ายสารละลายออกจากระบบอย่างสม่ำเสมอคราวละน้อยๆ   ซึ่งมีข้อดีคือปริมาณธาตุอาหารที่พืชไม่ต้องการหรือความไม่สมดุลของธาตุอาหารจะอยู่ในระดับคงที่ไม่ขึ้นลงอย่างรวดเร็ว พืชจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนองค์ประกอบของสารละลายมากนัก   ในระบบ NFT แม้จะถ่ายสารละลายทิ้งทั้งหมดและเติมสารละลายที่เตรียมใหม่แทน   สารละลายในระบบก็ยังไม่เป็นสารละลายใหม่ทั้งหมด เนื่องจากในระบบ NFT สารละลายมากกว่าร้อยละ 80   จะคงค้างอยู่ในรางปลูกพืช สารละลายที่เติมเข้าไปในถังสารละลายจะไปผสมกับสารละลายที่ค้างอยู่ในราง   การเกิดความไม่สมดุลของสารละลายจึงเร็วมากหลังการถ่ายสารละลาย   ที่มา อ.อิทธิสุนทร    โดย : Fah [ 14/11/2004 , 14:42:21 ]

        อิทธิสุนทร

- ขอสรุปอีกหน่อยครับ คือพืชเป็นสิ่งมีชีวิตดังนั้นทั่วไปจะไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวเพาะมีปัจจัยต่างๆมากต้องขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ความช่างสังเกตของคนปลูก แต่ไม่ใช่เรื่องยากครับ โดย: อิทธิสุนทร [ 15/11/2004 , 07:36:16 ]

คำถาม-  ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาครับ   แล้วกรดไนตริกที่ว่านี้ใช่ HNO3 รึเปล่าครับ ความเข้มข้นกี่เปอร์เซ็นต์ครับ
และวิธีเติมเนื่องจากเป็นสารอันตราย ควรป้องกันและใช้อย่างไรให้ถูกวิธีครับ โดย: คนลองปลูก [ 30/09/2004 ,
19:03:43 ]

คำตอบ-  ใช่ครับและต้องเจือจางมากๆ ประมาณ 20 เท่า และให้เทกรดลงในน้ำห้ามเทน้ำลงกรดครับ โดย : อิทธิสุนทร [ 01/10/2004 , 12:08:00 ]

 

 

คำถาม*** ปุ๋ย Hydroponics  “ผมขอเรียนถามอาจารย์ว่าในการซื้อสารเคมีต่างๆ เพื่อใช้ในการทำสารละลายธาตุอาหารนั้นต้องมีการระบุ เกรด ด้วยหรือไม่ เข่น เป็นเกรดสำหรับการปลูกพืชไม่ใช้ดิน หรือสามารถสารเคมีทั่วๆ ไปได้ ขอบคุณครับ  โดย : ประสงค์ [ 01/09/2004 , 18:59:33 ]

     คำตอบ        อิทธิสุนทร

·        ทั่วไปควรระบุด้วยครับ อย่างน้อยควรเป็นที่ใช้ในปุ๋ยระบบน้ำได้ หรืออาจใช้เป็น Industrial grade  ซึ่งปัจจุบันมีสารเคมีจากจีนแดงเข้ามามากทำให้ราคาถูก โดย : อิทธิสุนทร [ 01/09/2004 , 19:02:31 ]

·        :chatprachaท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์http://www.netafim.co.th/main/siteNew/index.php?langId=4&page=151&action=sidLink&stId=1773   โดย [ 18/09/2004 , 09:55:26 ]

 

คำถาม*** “สารเคมี สำหรับทำสารละลายธาตุอาหาร” พวกสารตั้งต้นของสารละลายธาตุอาหารเหล่านี้เช่น แคลเซียมไนเตรท แอมโมเนียมซัลเฟทนี่ใช่สารเคมีที่ซื้อได้ตามเคมีภัณฑ์ทั่วไปใช่ใหมครับ มันมีเกรดของมันด้วยหรือเปล่า ถ้าจะซื้อให้ถูก ต้องซื้อที่ไหนหรือครับ แนะนำด้วยครับ    ขอบคุณครับ    โดย : thada_ssknt [ 07/11/2004 , 10:20:37 ]

คำตอบ            อิทธิสุนทร

- สามารถหาซื้อจากบริษัทขายปุ๋ยและเคมีต่างๆ โดยทั่วไปจะต้องใช้เกรดที่ละลายน้ำได้หมดครับ   โดย : อิทธิสุนทร [ 07/11/2004 , 17:41:52 ]

คำถาม- อาจารย์ครับ    เป็นสารเคมีที่ใช้กันในแล็บ ลักษณะนั้นหรือเปล่าครับ แบบที่ขายกันเป็นกระปุก ๆ ละ 100 กรัมบ้าง 350 กรัมบ้าง ใช่ไหม ครับ   โดย : thada_ssknt [ 09/11/2004 , 12:10:09 ]

-  ถามเพิ่มเติมครับ   คือ   เมื่อสักครู่ เจอเว็บขายธาตุอาหารสำหรับพืช เช่น  แคลเซียมไนเตรท (15-0-0)   โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟท (0-52-34)    ตัวเลขพวกนี้ มันมีความหมายยังงัยเหรอครับ    แล้วจำนวนธาตุอาหารพวกนี้จะวัดได้อย่างไรหรือว่าปกติจะบอกมาด้วยหรือว่าต้องมาคำนวณตามสูตรเอาเอง   ขอบคุณครับ   โดย : thada_ssknt [ 09/11/2004 , 12:56:12 ]

คำตอบ.แป๊ะ - สารเคมีที่ใช้ในห้องปฏิบัติการจะมีราคาแพงมาก    ซื้อปุ๋ยเกรดสูงที่ละลายน้ำได้และมีคุณภาพดีใช้ราคาถูกกว่าครับ   โดย : [ 09/11/2004 , 16:56:48 ]

 

 

        อิทธิสุนทร

·        สูตรที่ให้มาเช่น 15-0-0 เป็นการบอกปรืมาณธาตุอาหาร N-P2O5-K2O ในปุ๋ยนั้นๆครับ   ซึ่งแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดก็จะมีสูตรตายตัวได้จากการวิเคราะห์ในห้องปฎิบัติการครับ  โดย : อิทธิสุนทร [ 10/11/2004 , 06:53:33 ]

คำถาม อาจารย์ครับ    ถ้าอย่างนั้นผมจะรู้ได้อย่างไรว่า แคลเซียมไนเตรท 15-0-0 มีแคลเซียมอยู่เท่าไร    ผมต้องคำนวณจากสูตรโมเลกุลเอาใช่ไหมครับอย่างแคลเซียมไนเตรทนี่คือ CaNO3 ใช่ใหมครับ ถ้า N=15 ดังนั้น Ca   ก็ต้องเท่ากับ 15 ส่วนด้วยถูกไหมครับ    แล้วกรณีที่เป็นพวกจุลธาตุล่ะครับ อย่างสมมติ ซิงค์ซัลเฟท น่ะครับ ZnSO4    เราจะคำนวณได้อย่างไรครับ  โดย : thada_ssknt [ 11/11/2004 , 13:02:33 ]

คำตอบการคำนวณจากสูตรต้องรู้สูตรทางเคมีทีแน่นอนของสารครับเช่น CaNO3 มีโมเลกุ,น้ำในสารต่างกันครับ  ไม่ทราบเคยลองใช้โปรแกรม NUtriCal คำนวณดูหรือยังจะมีรายละเอียดอยู่ครับ  โดย : อิทธิสุนทร [ 15/11/2004 , 07:11:37 ]

 

คำถาม*** ถ้าเราอยากทราบว่าความต้องการสารละลายธาตุอาหารของพืชแต่ละชนิดจะไปหาได้ที่ไหน (หากมีหนังสือช่วยแนะนำชื่อด้วยครับ) และอยากรบกวนท่านอาจารย์ช่วยแนะนำสูตรอาหารที่ใช้สำหรับปลูก พืช คะน้า ผักกาด หรือผักทานใบอื่นๆ ว่ามีสารอาหารแต่ละชนิดอย่างละเท่าไร โดย : A [ 23/08/2004 , 07:12:15 ]

คำตอบ              อิทธิสุนทร

- สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.kmitl.ac.th/hydro ซึ่งมีเนื้อหาการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน และโปรแกรมคำนวณสูตรสารละลายธาตุอาหารพืชที่สามารถดาวน์โหลดได้ และรูปที่แนบมาเป็นสูตรสารละลายของผักไทย โดย : อิทธิสุนทร [ 23/08/2004 , 07:13:26 ]

chatpracha - อีกทางเลือกหนึ่ง ท่านสามารถเขียนอีเมล์ติดต่อขอได้ที่ chatpracha@netafim.co.th กรุณาแจ้งด้วยว่าปลูกพืชอะไร ต้องการผลผลิตเท่าใด การให้น้ำพืชเท่าไร วิธีใด ระยะปลูก เป็นต้น    โดย : [ 18/09/2004 , 10:09:40 ]

 

คำถาม*** “การปลูกพริกหวานและเมลอนในวัสดุปลูก” อยากทราบวิธีการปลูกพริกหวานและแตงเมลอนในวัสดุปลูกค่ะรวมไปถึงเทคนิคการดูแลจัดการธาตุอาหารในระบบว่าทำอย่างไรผลผลิตที่ได้จะมีคุณภาพดี ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ โดย : พัชรินทร์ [ 26/08/2004 , 19:41:43 ]

คำตอบ      อิทธิสุนทร

- การปลูกพริกหวานและเมลอน สามารถปลูกในวัสดุปลูกได้หลายชนิดที่มีการปลูกเป็นการค้าจะปลูกในขุยมะพร้าวและ กาบมะพร้าวสับ   ส่วนใหญ่จะปลูกในโรงเรือนตาข่ายกันแมลงและให้ปุ๋ยในระบบน้ำหยดจะมีสูตรปุ๋ยของพริกและเมลอนรายละเอียดจะมีอีกมากครับ   มีที่ปลูกเป็นการค้าอยู่ที่ปากช่อง Green&Clean และที่ อ.หนองหอย จ.เชียงใหม่ โดย : อิทธิสุนทร [ 27/08/2004 , 12:26:46 ]

·        chatprachปัจจุบันมีโรงเรือนสาธิตเทคโนโลยีระบบกรีนเฮ้าส์ที่พัฒนาล่าสุด(1ใน50ตัวแรกของโลก)ที่บริษัท เนต้าฟิมจำกัด ร่วมกับ บ.ล้านนาไฮโดรโปนิคส์ จำกัด ทำการสาธิตพืชต่างๆ ท่านสามารถติดต่อเข้าชมได้ตลอดเวลาหรือเข้าไปดูในลิงค์

http://www.netafim.co.th/main/siteNew/index.php?_vars_=action:article;langId:4;page:;stId:1796

 โดย : a [ 18/09/2004 , 09:50:32 ]

·        ชนิดของวัสดุปลูกมี 2 ประเภทได้แก่   วัสดุปลูกอนินทรีย์ (Inorganic substrates)
วัสดุปลูกที่ผลิตจากอนินทรีย์สารที่มีความเฉื่อย (ม่ย่อยสลาย ไม่ทำปฏิกิริยาเคมี มีความเป็นบัฟเฟอร์ต่ำและความจุความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกต่ำ) ซึ่งจะไม่มีส่วนผสมของอินทรีย์วัตถุเลย
จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากกิจกรรมของจุลินทรีย์ได้ การเปลี่ยนแปลงขบวนการทางเคมีจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งทำให้เราต้องทำการควบคุมการให้น้ำและปุ๋ยในอย่างเข้มข้นและเอาใจใส่มากเป็นพิเศษได้แก่ ไยหินภูเขาไฟ โฟมสไตรีน และฟองน้ำ เป็นต้น   วัสดุที่มีแร่ธาตุบางชนิดเป็นองค์ประกอบจะไม่มีคุณสมบัติเฉื่อยและจะค่อยๆปลดปล่อยธาตุอาหารบางชนิดออกมา  ซึ่งก็มีผลต่อสารละลายธาตุอาหารที่เราต้องการใส่ให้พืชด้วยเช่นกัน เช่น หินภูเขาไฟบางชนิด ภูไมต์  เวอร์มิคูไลต์
วัสดุปลูกนินทรียสาร(Organic substrates) คือ วัสดุปลูกที่สามารถย่อยสลายได้ได้จากอินทรียสารต่างๆที่สามารถดูดซับสารละลายและปลดปล่อยธาตุอาหารได้ โดยมีความสัมพันธ์กันระหว่างความจุความสามารถการเป็นบัฟเฟอร์สูงและความจุความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุ บวกสูง เนกัน เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุเฉื่อยอื่นๆ การเปลี่ยนแปลงขบวนการทางเคมีจะเกิดขึ้นค่อนข้างช้าได้แก่ ไยขุยมะพร้าว พีท กาบมะพร้าวสับ   และส่วนผสมอินทรียสารต่าง ๆ โดย : chatpracha [ 21/09/2004 , 17:24:28 ]

 

คำถาม*** “การปลูกเมล่อน” อยากทราบสูตรสารละลายที่ใช้ในการปลูกเมลอนค่ะ   โดย : กรรณิการ์ [ 10/11/2004 , 12:30:07 ]

คำตอบ      อิทธิสุนทร

- ลองเปิดดูในโปรแกรม NutriCal ซึ่งจะมีสูตรของ เนเธอแลนด์ ดรับ    โดย : อิทธิสุนทร [ 15/11/2004 , 07:15:37 ]

 

 

 

คำถาม*** “พืชใช้อะไรบ้างในการสังเคราะห์แสง” สวัสดี ครับ เนื่องจากผมได้เข้ารับฟังอบรม ในวันเสาร์ที่ 20 .. 2547  และได้สะดุดปัญหาอยู่เรื่องนึง คือเรื่องความร้อน และการลดอุณหภูมิให้กับพืช ผมมีข้อสงสัยดังนี้ครับ
1. มาจากที่พืชต้องรับแสงแดดไม่น้อยกว่า 6 ชม.  อยากทราบว่าพืชต้องการอะไรบ้างในการสังเคราะห์แสงครับเนื่องจากแสงแดดเป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้ร้อนจะสามารถปลูกในร่มได้หรือไม่ครับ
2. อุณหภูมิที่รากพืชต้องอยู่ที่ 30 องศา ถ้ามากกว่า หรือ น้อยกว่า 30 องศาจะเป็นอย่างไร  และต้นไม้แต่ละชนิดต้องการอุณหภูมิเดียวกันหรือไม่ครับ ขออภัยครับถ้าคำถามไม่เหมาะสม เนื่องจากผมไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้ และ การปลูกแบบ hydro เลย   แต่รักที่อยากจะทำเนื่องจากที่บ้านผมมีสวนอยู่อยากจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบเดิม  มาใช้ระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินครับ และปัญหาหลัก ๆ ของผมมาจากความร้อนครับ เนื่องจากสภาพแวดล้อมมีอพาร์ทเมนท์ล้อมรอบอยู่ครับ  ขอบคุณมากครับ   โดย : ปฤดา (สมาชิกที่ 25) [ 22/11/2004 , 11:11:30 ]

        คำตอบอิทธิสุนทร

·        พืชต้องการ แสง อากาศ และน้ำ  ตลอดจนธาตุอาหารในการสังเคราะห์แสง      แสงในประเทศไทยจะมีปริมาณมาก และบ้านเราอยู่ในเขตร้อนจึงมีอุณหภูมิสูงโดยเฉพาะหน้าร้อน     ดังนั้นการพรางแสงจึงช่วยลดอุณหภูมิอากาศลงได้บ้างแต่ก็ต้องไม่พรางแสงมากไปจนพืชขาด     แต่ในหน้าร้อนพรางแสงแล้วอุณหภูมิก็ยังสูงอยู่จึงปลูกพืชโดยเฉพาะผักสลัดได้ยากมากเนื่องจากเป็นพืชเขตหนาวต้องการอุณหภูมิต่ำ  ที่ต้องระวังเป็นพิเศษคืออุณหภูมิสารละลาย ถ้าสูงเช่นเกิน 30องศา     การละลายตัวของอ๊อกซิเจนจะน้อยต้นพืชและรากอ่อนแอเชื้อโรคเข้าทำลายง่ายจึงต้องพยายามลดอุณหภูมิสารละลายลงมายิ่งต่ำยิ่งดีพืชจะโตดีครับ   โดย : อิทธิสุนทร [ 23/11/2004 , 07:00:49 ]

        fah

·        ขออนุญาตเสริมในเรื่องอุณหภูมิค่ะ   อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันไปค่ะ พืชชอบแดด แต่ไม่ชอบร้อนค่ะ แต่สองสิ่งนี้มักมาคู่กันบ่อยๆค่ะ    ในฤดูหนาว ที่อากาศเย็น แม้ตอนกลางวันจะแดดจัด แต่พืชก็จะโตดี เพราะอุณหภูมิไม่สูงนัก   ผิดกับฤดูร้อนที่มีแดดจัดนาน และอุณหภูมิสูงมากด้วย ถ้าอุณหภูมิที่ผิวใบสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส  พืชจะคายน้ำสูง รากจะดูดน้ำขึ้นมาทดแทน หากมีความชื้นในอากาศพอเพียง พืชจะยังเติบโตได้ แต่ถ้าขาดน้ำ
ส่วนยอดจะเหี่ยว เพื่อลดการคายน้ำ หลังจากนั้นจะเหี่ยวทั้งต้นและตาย    หากอุณหภูมิสูงมาก ๆ ที่พืชดูดน้ำทดแทนไม่ทัน แม้ความชื้นพอเพียงก็ทำให้ใบไหม้ได้ค่ะ    การจัดการเรื่องอุณหภูมิในระบบการปลูกพืชไม่ใช้ดิน ถือเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆเลยค่ะ :-)  โดย : Fah [
27/11/2004 , 14:35:03

 

 

 

*คำถาม** การปลูกในE-vac คืออะไรครับ เเละมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างครับ

คำตอบอิทธิสุนทร

- เป็นการปลูกในโรงเรือนลดอุณหภูมิโดยใช้หลักการระเหยน้ำเหมือนในโรงเรือนเลี้ยงไก่  ข้อดีคือสามารถลดอุณหภูมิลงได้ 0-10 องศาขึ้นกับความชื้นในอากาศ  ทำให้การปลูกพืชที่ต้องการอากาศเย็นโตได้ดีเช่นผักสลัด แต่ต้นทุนสูงมาก โรงขนาดเล็ก 10*40 เมตร   ราคา 500000-800000 บาท และค่าไฟฟ้าก็สูงด้วย  โดย : อิทธิสุนทร [ 13/09/2004 , 07:24:16 ]

          chatpracha ท่านสามารถไปดาวน์โหลดบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีการปลูกพืชในโรงเรือนได้ในลิงค์ต่อไปนี้ (Acrobatfile)http://www.netafim.co.th/main/siteNew/index.php?langId=4&page=151&stId=1772  โดย : chatpracha [ 18/09/2004 , 09:59:31 ]

 

คำถาม*** “จะมีสารเคมีตกค้างในพืช เนื่องจากปุ๋ยเคมีได้ใหม” การปลูกพืชไร้ดินแบบนี้ จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเท่านั้นใช่ใหมครับ   แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพืชที่เราปลูกจะไม่มีอันตราย  สามารถรับประทานได้หรือขายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีธาตุหรือสารประกอบที่เป็นพิษปนเปื้อนในตัวพืชของเราขอบคุณครับ  โดย : AThada [ 10/10/2004 , 09:47:29 ]

คำตอบ      อิทธิสุนทร

-  เป็นคำถามที่มีคนถามมากที่สุด    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าพืชที่ปลูกในดินและไม่ใช้ดินต้องการธาตุอาหารตัวเดียวกันและชนิดเดียวกันไม่ต่างกันเลยครับหมายความว่าถ้าปลูกในดินพืชดูดธาตุ(ปุ๋ย)ตัวไหนไปใช้การปลูกโดยไม่ใช้ดินพืชก็ดูดตัวเดียวกัน   ดังนั้นเรากินผักที่ปลูกในดินปลอดภัยก็กินผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินปลอดภัยครับ   นอกจากนี้ปุ๋ยที่ใช้ในการปลูกแบบไม่ใช้ดินปุ๋ยจะมีราคาแพงกว่าปุ๋ยที่ปลูกในดินมาก (ประมาณ 5-10 เท่า)      เนื่องจากปุ๋ยที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินมีความบริสุทธิ์กว่ามากกล่าวคือมีสิ่งเจือปนที่พืชไม่ต้องการอยู่น้อยมาก      ดังนั้นผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ดินน่าจะมีความปลอดภัยกว่าครับ      โดย : อิทธิสุนทร [ 10/10/2004 , 11:31:05 ]

        chatpracha

-  ผมเห็นด้วยกับคำตอบของอ.อิทธิสุนทรครับ    เพราะปุ๋ยเคมีก็คือธาตุอาหารพืชที่มนุษย์ผลิตขึ้นมาใช้ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชเพื่อการค้ามิใช่สารพิษอันตรายแต่อย่างใด   สารเคมีที่สามารถตกค้างในพืชนั้นส่วนมากจะเป็นสารเคมีป้องกันกำจัดแมงหรือโรคพืชที่ส่วนใหญ่จะฉีดพ่นทางใบ    อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีนั้น ต้องคำนึงถึงค่า MRL (maximum residue level) ทีสารแต่ละชนิดจะมีระยะเวลาตกค้างในพืชต่างกัน ดังนั้นก่อนการเก็บเกี่ยวพืชผลผู้ใช้ต้องมีความเข้าใจในการใช้สารเคมีฯว่า เช่น MRL = 3 วัน   ผู้ปลูกควรเก็บเกี่ยวหลังจากใช้สารเคมีดังกล่าวไปแล้วอย่างน้อย 4-5 วัน จึงจะปลอดภัย   โดย : chatpracha [ 10/10/2004 , 12:47:56 ]

        fah

- ขออนุญาตเสริมค่ะ :-)     การดูดอาหารของพืชจะดูดเป็นอิออน ทั้งในดินก็ดูดเช่นนี้เหมือนกัน และจะดูดเท่าที่เขาต้องการใช้เท่านั้น   ฉะนั้น ถ้ามีธาตุอาหารในสารละลายในปริมาณที่น้อยเกินไป พืชจะแสดงอาการขาดธาตุอาหารออกมาให้เห็น  เช่นใบเหลือง ฯลฯ   และถ้ามีมากเกินไป พืชจะดูดไปเท่าที่ต้องการ ส่วนที่เหลือจะอยู่ในสารละลาย  และหากสารละลายที่เหลือมีธาตุที่พืชไม่ต้องการมากเกินไป นั่นก็เป็นอันตรายต่อรากพืช ทำให้พืชตายได้ค่ะ ปุ๋ยเคมีเป็นอาหารพืชที่เลียนแบบมาจากธรรมชาติแต่ที่เราพยายามที่จะให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพกัน    เนื่องจาก มีการตกค้างของปุ๋ยบางชนิดในดินมากเกินไป จากการใช้ปุ๋ยที่ขาดสมดุล    ดินจึงขาดสมดุลของธาตุอาหารไปจำเป็นที่จะต้องฟื้นฟูดิน และเพื่อเป็นการลดต้นทุนให้กับเกษตรกรด้วยค่ะ    แต่การปลูกพืชที่ไม่ใช้ดินนี้ เราจะผสมปุ๋ยในปริมาณที่พืชต้องการอย่างสมดุล    และจะเปลี่ยนปุ๋ยใหม่เสมอๆ เพื่อป้องกันการเสียสมดุล   เพื่อให้พืชสามารถดูดใช้สารอาหารที่จำเป็นไปใช้ได้อย่างเต็มที่   ดังนั้นพืชจึงสมบูรณ์มากกว่าค่ะ   โดย : Fah [ 11/10/2004 , 11:07:49 ]

 

 คำถาม*** ขอบคุณครับที่ช่วยให้ความรู้ ขอออกนอกเรื่องไปทางธุรกิจนิด ๆ นะครับ   สมมติว่าต้องการส่งขายไปยังต่างประเทศ (สมมตินะครับ สมมติ)    จะต้องมีการตรวจสารพิษตกค้างด้วยไหมครับ (เห็นในเนื้อไก่ส่งออก ยังมีการตรวจเลย เช่น ไนโตรฟูแรนท์  อะไรพวกนี้)   แล้วถ้ามีเนี่ยมันเป็นหน้าที่ของใครครับ เจ้าของ กระทรวงเกษตร พอจะมีแหล่งความรู้ด้านนี้ไหมครับ อ้อ อีกคำถามนึงครับ สารละลายที่เหลือจากที่พืชใช้เรามีวิธีกำจัดอย่างไรครับ   แล้วนอกจากกำจัดทิ้งอย่างธรรมดาๆ (เททิ้ง) เรามีวิธีการที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ได้ไหม (อย่าว่างกนะครับ)    ขอบคุณอีกครั้งครับ     โดย : AThada [ 11/10/2004 , 12:52:48 ]

คำตอบ      อิทธิสุนทร         

-  ส่งออกผักหน่วยงานรับผิดชอบ กรมวิชาการเกษตรครับ  โดยทั่วไปจะขึ้นกับพืชผักแต่ละชนิดและประเทศปลายทางที่จะส่งไป สารละลายที่เหลืออยู่จะมีธาตุอาหารเหลืออยู่มากสามารถไปให้ต้นไม้ที่ปลูกในดินได้อย่างดีเลยครับ   หรือไปให้กับพืชที่ปลูกในวัสดุปลูกอีกก็ได้    โดย : อิทธิสุนทร [ 13/10/2004 , 12:16:26 ]

 

ปัญหาในการปลูก

คำถาม*** “สลัดแทงยอด” ผมทดลองปลูกผักสลัดอยู่ครับ แต่ผักแทงยอดก่อนเวลาอันควรประมาณ 30 วันหลังลงปลูก
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุใดได้บ้างครับ โดย : คนปลูก
[ 09/09/2004 , 20:51:02 ]

คำตอบ              อิทธิสุนทร

- มีสาเหตูใหญ่ๆคือ แสง ในกรณีที่ปลูกในที่แสงน้อยผักสลัดจะยืด และอีกปัจจัยคืออุณหภูมิที่สูงไปแต่ช่วงนี้น่าจะเป็นแสงเพาะมีเมฆมาก  โดย : อิทธิสุนทร [ 10/09/2004 , 06:53:50 ]

 

        fah

- อุณหภูมิที่น้ำในรางปลูก มีผลต่อระดับออกซิเจน ในรากพืช และการถูกทำลายด้วยเชื้อต่างๆได้ง่าย เนื่องจากเชื้อต่างๆเจริญได้ดีค่ะ  อุณหภูมิโดยรอบที่สูงอย่างต่อเนื่อง มีผลให้มีการสะสมความร้อนกับน้ำในรางปลูกได้ค่ะ    อีกอยากช่วงหน้าร้อนที่แดดแรงจัดเกินไป ทำให้ใบไหม้ไดเหมือนกันค่ะในกรณีของคุณคนปลูก อย่างที่อาจารย์บอกค่ะ......แสงไม่พอค่ะโดย : Fah [ 11/09/2004 , 06:35:55 ]

 

คำถาม*** “มีปัญหาโรคเน่า หลังจากปลูกแล้ว จะทำอย่างไรดี” ลองปลูกพืชไม่ใช้ดินแล้ว มีปัญหาว่าเป็นโรคเน่า / โรคแอนแทรคโนสระบาด ต้องการแก้ปัญหาโดยไม่พึ่งสารเคมี จะทำอย่างไรดี โดย : P [ 27/10/2004 , 12:56:49 ]

    คำตอบ อิทธิสุนทร

·        โรครากเน่าลองใช้ "ไตรโคเดอม่า ดูครับ  แต่โดยทั่วไปถ้าการจัดการดีอุณหภูมิสารละลายไม่สูงเกินไปรากจะไม่เน่าครับ  โดย : อิทธิสุนทร [ 31/10/2004 , 08:25:00 ]

 

        ธีธัช

·        การใช้ไตโคเดอร์ม่าสามารถป้องกันโรครากเน่าในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้ดีและยังได้ประโยชน์อีกหลายอย่างจากการใช้เชื้อสดในระบบขณะนี้ภาควิชาโรคพืชมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสนกำลังทำการวิจัยและจะมีการสัมนาเชิงวิชาการเกี่ยวกับการใช้ไตรโคเดอร์ม่าในระบบไฮโดรโปนิกส์ในวันที่ 6 ธันวาคม 2547  สนใจเข้าร่วมอบรมติดต่อที่คลินิคโรคพืชมหาวิทายาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสนหรือในงานสัมมนาอนาคตการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจัาคุณทหารลาดกระบังที่บูชแม่บัวหลวงไฮโดรโปนิกส์ โดย : ธีธัช [ 17/11/2004 , 20:29:59 ]

 

คำถาม***“กล้าเน่า” เรียนถามอาจารย์ครับ ตอนเพาะกล้า เมื่อพืชงอกแล้ว 2-3 วัน หัวจะเน่า
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพาะได้ดีไม่เป็น เพิ่งเป็นในระยะ 2-3 สัปดาห์มานี้ ไม่ทราบเกิดจากอะไรครับ โดย : ลักษ์ [
11/09/2004 , 07:03:39 ]

คำตอบ              อิทธิสุนทร

- กล้าเน่า เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกตลอด ถ้ากล้าถูกฝนกระแทกจนช้ำก็จะเน่าได้ ควรมีพลาสติกกันฝนให้ต้นกล้าด้วยและอย่าให้น้ำท่วมวัสดุเพาะกล้ามากเกินไป   โดย : อิทธิสุนทร [ 13/09/2004 , 07:16:53 ]

        ธีธัช

- กล้าเน่าอีกสาเหตุอาจเกิดจากเชื้อราพริเที่ยมหรือสารละลายมี pH ต่ำเกินไป (ต่ำกว่า 5.0)  ลักษณะการเน่าจะเน่าจากขอบใบด้านนอกเข้ามาก่อนแล้วลำต้นจึงเน่าตาม    ถ้าอาการเน่าเกิดจากเชื้อราพริเที่ยมสามารถใช้เชื้อราไตโคเดอร์ม่าในการป้องกันได้สนใจวิธีการใช้สามารถเข้าร่วมสัมมนาการใช้เชื้อไตโคเดอร์ม่าป้องกันโรครากเน่ากล้าเน่าในระบบไฮโดรโปนิกส์         ได้ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำแพงแสนฟรีในวันที่ 6 ธันวาคม 2547สนใจติดต่อคุณอรรถพร 018709606    โดย : ธีธัช [ 22/11/2004 , 17:29:18

 

 

 

อบรม

คำถาม*** “สมัครสมาชิกชมรมฯ” ขอทราบรายละเอียด การสมัครเป็นสมาชิกชมรมการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินค่ะ   โดย : ปู [ 24/11/2004 , 23:32:25 ]

คำตอบ              อิทธิสุนทร

-          ผมจะลงใบสมัครลงใน Web ครับสมัครมาทาง E-mail และโอนเงินมาได้ครับ โดย : อิทธิสุนทร [ 25/11/2004 , 07:15:05 ]

 

คำถาม*** ไม่ทราบว่า ทางชมรมจะมีการจัดอบรมเกี่ยวกับการปลูกผักไฮโดรบ้างไหมคะ  สนใจมากเลยค่ะ โดย : ษา [ 14/09/2004 , 20:00:34 ]

คำตอบอิทธิสุนทร

·        ที่ลาดกระบังจะจัดอบรมช่วงเดือน กพ 48 ครับ และในวันที่ 20 พย 2547 ชมรมจะจัดสัมนาเรื่องอนาคตการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินที่ลาดกระบังครับลายระเอียดจะลงใน Web อีกทีครับ โดย : อิทธิสุนทร [ 16/09/2004 , 16:47:58 ]

·        chatpracha หากท่านได้มีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ ท่านสามารถแวะเข้าไปชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีระบบโรงเรือนไฮเทค ที่บ.ล้านนาโอเรียลตัลไฮโดรโปนิคสจำกัด ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
หรือเข้าไปดูที่ลิงค์ http://www.netafim.co.th/main/siteNew/index.php?_vars_=action:article;langId:4;page:;stId:1796 โดย : chatpracha [
18/09/2004 , 10:24:51 ]

 

*** “                เชิญร่วมฟังคำบรรยายพิเศษเรื่องการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าในระบบไฮโดรโพนิกส์” ขอเชิญร่วมฟังคำบรรยายพิเศษ "เรื่องการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าของผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโพรนิกส์" โดย ผศ.ดร.จิระเดช แจ่มสว่าง ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วันที่ 6 ธันวาคม 2547 ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 2 ห้อง 201มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กำหนดการบรรยาย
8.00-9.00 ลงทะเบียน 9.00-12.00 เข้ารับฟังการบรรยาย12.00-13.00 พัก 13.00-14.00
เชิญชมผลการทดลองใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าของผักสลัดในการปลูกพืชระบบไฮรโดรโพนิกส์ ณ แปลงทดลองภาควิชาโรคพืช  โดย : ธีธัช [ 30/11/2004 , 09:51:18 ]

- เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ  โดย : อิทธิสุนทร [ 01/12/2004 , 07:27:53 ]

- การบรรยายที่ให้ความรู้ที่ดีมากสำหรับคนที่ปลูกอยู่แล้วหรือคิดว่าจะปลูก คุณจะรู้ว่าเมื่อถึงหน้าร้อนไตโครเดอร์มา จะสามารถช่วยคุณได้อย่างดีเยี่ยม การบรรยายครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพราะฉนั้น อย่าพลาดโอกาสนี้นะคะ   โดย : กุ้ง เฟรชการ์เด้น [ 01/12/2004 , 12:39:13 ]

 

คำตอบ*** “คุณสมบัติของเชื้อไตรโคเดอร์ม่าที่พบ”

                ธีธัช

1. สามารถทำให้เมล็ดงอกได้ดีขึ้น ถ้าเมล็ดไม่งอกเนื่องจากคุณภาพของเมล็ดเองเราคงแก้ไขอะไรไม่ได้   แต่ถ้าเมล็ดไม่งอกเพราะเกิดจากเชื้อราเช่นเชื้อราพิเทียมที่ทำให้เกิดรากเน่า และหลังจากนั้นใบก็จะเน่าตาม เราสามารถใช้เชื้อราไตรโครเดอร์มาคลุกเมล็ดหรือใช้รดในวัสดุปลูก
2.ช่วยลดปัญหารากเน่าและปลายรากดำที่เกิดจากเชื้อราพิเทียมและยังช่วยสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้อราและแบคทีเรียรวมทั้งแมลงบางชนิดซึ่งมีข้อมูลยืนยันจากผลการทดลองจากต่างประเทศ
3. ช่วยขจัดตะกอนที่เกิดจากแคลเซียมฟอสเฟต   ซึ่งแคลเซียมฟอสเฟตจะทำให้เกิดท่อน้ำอุดตันและเกาะที่ผิวรางทำให้ล้างรางยากรวมถึงทำให้ปั๊มสึกและพังไว จากการทดลองใช้เชื้อสดใส่ลงไปในระบบหลังจากที่ใส่เชื้อเข้าไปเพียง 4-5 วันตะกอนที่เกิดจากแคลเซียมฟอสเฟตจะค่อยๆลดปริมาณลงจนหมด
4.
ช่วยให้พืชเจริญเติบโตดีขึ้นการควบคุม pH เพื่อให้เชื้อไตรโคเดอร์มาทำงานได้ดีที่สุด หลังจากมีการนำไตรโคเดอร์มาไปใช้ บางรายใช้ไม่ได้ผลอาจเป็นเพราะว่าไม่มีความรู้ว่า ไตรโคเดอร์มาต้องการ pH เท่าไร   เพราะว่าในระบบไฮโดรโพนิกส์จะใช้ pH อยู่ที่ประมาณ 5.5 ซึ่งผลการทดลอง pH ที่ 5.5   ไตรโคเดอร์มาทำลายพิเทียมได้ไม่ดีแต่ที่ pH ประมาณ 7-8   ไตรโคเดอร์มาสามารถทำลายพิเทียมในระบบได้หมดแต่จะทำให้เหล็กเสื่อมคุณภาพ และผักมีอาการใบเหลือง    เราแก้โดยการใช้เหล็กที่ทน pH สูงๆได้  โดย : ธีธัช [
01/12/2004 , 20:46:20 ]

- สนใจร่วมฟังการบรรยายพิเศษ  "เรื่องการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาควบคุมโรครากเน่าของผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโพนิกส์"  สอบถามรายระเอียดได้ที่ ห้องปฏิบัติการควบคุมโรคพืชโดยชีวภาพ ภาควิชาโรค คณะเกษตร กำแพงแสน   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อ. กำแพงแสน จ. นครปฐม 73140 โทร.034-281047   โดย : ธีธัช [ 01/12/2004 , 20:05:20 ]

 

 

 

 

ถามข้อมูล

คำถาม*** “อยากลองปลูกกินเองที่บ้าน จะสร้างเองได้อย่างไงค่ะ“    อยากลองปลูกกินเองที่บ้าน จะติดตั้งอุปกรณ์และระบบเองได้อย่างไงค่ะ มีเอกสารแนะนำการติดตั้งรวมถึงอุปกรณ์ที่ต้องใช้มั้ยค่ะ  ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำแนะนำค่ะ โดย : Noo Lin [ 05/10/2004 , 20:13:46 ]

               

คำตอบ

chatpracyha

·        มีบริษัทหลายบริษัทฯที่จำหน่ายชุด Hydroponic Kit ซึ่งราคาและรูปแบบจะแตกต่างกันไป  สำหรับที่เราพอจะแนะนำได้คือระบบรางวัสดุปลูกเล็กๆซึ่งจะมีท่อน้ำหยดข้างใน      ท่านสามารถโทรสอบถามคุณอุกฤษฎ์ เพิ่มเติม ที่เบอร์โทร  01-8072801 ครับ            โดย : chatpracyha [ 07/10/2004 , 18:16:39 ]

                อิทธิสุนทร

·                       อย่างง่ายที่สุดให้ใช้กล่องโฟมขนาดใหญ่ประมาณ 12x20 นิ้วใส่สารละลายธาตุอาหาร (คงต้องไปซื้อมา   ครับ)  และใช้ปั๊มลมที่ใช้ในตู้ปลาให้อากาศ และเอาพืชที่ต้องการปลูกใส่ได้เลยครับ    โดย : อิทธิสุนทร [ 10/10/2004 , 11:22:39 ]

 

 

 

คำถาม*** “อยากได้เบอร์โทรของนายกสมาคมปลูกพืชไม่ใช้ดิน” คุณอิทธิ มีอะไรจะได้ถาม    โดย : ใจ [ 28/10/2004 , 09:09:19 ]

คำตอบ              อิทธิสุนทร

- ติคต่อได้ที่ 023264113 ครับ   โดย : อิทธิสุนทร [ 29/10/2004 , 10:11:05 ]

 

คำถาม*** “เริมต้นปลูก จะซื้อชุดเล็กๆมาลองก่อน หาได้ที่ไหน“ราคาไม่แพง จะลองทำ ขอเบอร์ด้วย   โดย : ส้ม [ 28/10/2004 , 08:56:05 ]

·        คำตอบdeegarden กรุณาเข้าไปดูที่ www.deegarden.com หมวดสินค้า หน้า อื่น ๆ ดูนะคะ มีรูปภาพและรายละเอียดให้ดูด้วยค่ะ โดย : deegarden [ 28/10/2004 , 13:06:38 ] เบอร์ติดต่อ : 02-5033205

                อิทธิสุนทร

·        ค้นดูใน google พิมพ์ Hydroponics ค้นใน Web ประเทศไทย จะมีร้านค้ามากเลยครับ โดย : อิทธิสุนทร [ 29/10/2004 , 10:18:11 ]