Text Box: บทที่ 3  เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ  เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านสังคม
 
 

                           

 

 



 

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาประเทศ
 

            เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นฐานรากที่รองรับ สังคมสารสนเทศ (Information Society) ที่มี สารสนเทศ เป็นหัวใจสำคัญ เทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการจัดบริการสังคมพื้นฐาน ในขบวนการพัฒนาสังคม เช่น ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษา ทางด้านสาธารณสุข การบริหารรัฐกิจ ฯลฯ เป็นต้น

เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านศึกษา
           
 ครรชิต มาลัยวงศ์ (2540) และได้เสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการศึกษาไว้ 5 ประเด็น คือ
                1.การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (
Computer Assisted Instruction) มีหลายรูปแบบเช่น Drill and Practice, Linear Program , Branching Program, Simulation, Game, Multimedia, Intelligence CAI
               
2.การศึกษาทางไกล (Distance Learning) ซึ่งจัดได้หลายรูปแบบ เช่น การใช้วิทยุ โทรทัศน์ การสื่อสารโดยใช้ระบบแพร่ภาพผ่านดาวเทียม (Direct to Home : DTH) หรือระบบการแระชุมทางไกล (Video Teleconference)
                3.เครือข่ายการศึกษา (
Education Network) ซึ่งเป็นการนำเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ ซึ่งมีบริการในหลายรูปแบบ เช่น Electronic Mail , File Transfer Protocol, Telnet , World Wide Web เป็นต้น เครื่องข่ายคอมพิวเตอร์จะสามารถให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูลสารสนเทศที่มีจำนวนมากมายที่เชื่อมโยงในเครือข่ายทั่วโลก
                4.การใช้งานในห้องสมุด (
Electronic Library) เป็นการประยุกต์ใช้ในการสืบค้นข้อมูลหนังสือ วารสาร หรือบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ ผลงานการวิจัย
                5.การใช้งานในห้องปฏิบัติการ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการจำลองสถานการณ์ (
Simulation) การใช้ในงานประจำและงานบริหาร (Computer Manage Instruction) เป็นการประยุกต์ใช้ในสำนักงานเพื่อช่วยในการบริหาร จัดการ ทำให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็วและแม่นยำ การตัดสินใจในการดำเนินการต่างๆ ย่อมเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 เทคโนโลยีสารสนเทศกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ
           
เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทในด้านเศรษฐกิจโดยสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์และเพิ่มขีดสามารถในการแข่งขันทั้งภาคการผลิตและบริการ ภาคการเงินการคลังทั้งภายใน ประเทศ และเพื่อการส่งออก อีกทั้งยังประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านเศรษฐกิจ
            เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจได้หลายประการดังตัวอย่างเช่น
                       
1. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (
E-Commerce) หมายถึง การดำเนินธุรกิจทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการดำเนินธุรกิจการค้าหรือการซื้อขายบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ซื้อ (Customer) สามารถดำเนินการ  เลือกสินค้าคำนวณเงิน ตัดสินใจซื้อสินค้า โดยใช้วงเงินในบัตรเครดิตได้โดยอัตโนมัติ  ผู้ขาย (Business)สามารถนำเสนอสินค้า  ตรวจสอบวงเงินบัตรเครดิตของลูกค้า รับเงินชำระค่าสินค้า ตัดสินค้าจากคลังสินค้า และประสานงานไปยังผู้จัดส่งสินค้าโดยอัตโนมัติ  กระบวนการดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นบนระบบเครือข่าย


วงจรของระบบการค้าอิเล็กทรอนิกส์

        

                                    รูปแบบการทำธุรกิจ การทำธุรกิจแบบ E-Commerceแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ
                                               
1. ธุรกิจกับธุรกิจ (Business to Business : B2B) หมายถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยกัน โดยอาจเป็นผู้ประกอบการในระดับเดียวกัน หรือต่างระดับกันก็ได้ อาทิ ผู้ผลิตกับผู้ผลิต ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก ผู้ผลิตกับผู้นำเข้า ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งและค้าปลีก เป็นต้น
                                               
2. ธุรกิจกับผู้บริโภค (Business to Consumer : B2C) หมายถึงธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริการกับลูกค้าหรือผู้บริโภค อาทิ การขายสินค้าอุปโภคบริโภค
                                               
3. ธุรกิจกับรัฐบาล (Business to Government : B2G) หมายถึงธุรกิจการบริหารการค้าของประเทศ เพื่อเน้นการบริหารการจัดการที่ดีของรัฐบาล
                                               
4. ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer : C2C) หมายถึงธุรกิจระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นการค้ารายย่อย อาทิ การขายของเก่าให้กับบุคคลอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต


                                    ความสัมพันธ์ของระบบการค้าอิเล็กทรอนิคส์
E-Commerce
                                               
การดำเนินการธุรกิจการค้าบนอินเทอร์เน็ตหรือ E-Commerce จำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์กับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบการค้าบนอินเทอร์เน็ตหรือ E-Commerce มีดังนี้
                                                1.
ธนาคาร
(Bank) ทำหน้าที่เป็น Payment Gateway คือตรวจสอบ และอนุมัติวงเงินของผู้ถือบัตร เมื่อมีการสั่งซื้อสินค้า และ/หรือบริการ ทาง Internetผ่านระบบของธนาคาร และธนาคารจะโอนเงินค่าสินค้า และหรือบริการนั้น ๆ เข้าบัญชีของร้านค้า สมาชิก
                                                2.
TPSP
(Transaction processing service provider) คือองค์กรผู้บริหาร และพัฒนาโปรแกรม การประมวลผลการชำระค่าสินค้า และ/หรือบริการ ผ่าน Internet ให้กับร้านค้า หรือ ISPต่าง ๆ ผ่าน Gateway โดย TPSPสามารถต่อเชื่อมระบบให้กับทุก ๆ ร้านค้าหรือทุก ๆ ISP และทำการ Internet ระบบชำระเงินผ่าน Gateway ของธนาคาร 
                                                3.
ลูกค้า
(Customer) สามารถชำระค่าสินค้า และ/หรือบริการได้ด้วย บัตรเครดิต บัตรเครดิตวีซ่า หรือมาสเตอร์การ์ดจากทุกสถาบันการเงินทั่วโลก  ระบบหักบัญชีเงินฝากของธนาคาร (Direct Debit)
                                                4.
ร้านค้า
(Merchant)ที่ต้องการขายสินค้าและ/หรือบริการผ่านระบบ Internet โดยเปิด Home Page บนSite ของตนเอง หรือ ฝาก Home Pageไว้กับ Web Site หรือ Virtual Mall ต่าง ๆ เพื่อขายสินค้าและหรือบริการผ่านระบบของธนาคาร  ร้านค้าจะต้องเปิดบัญชีและสมัครเป็นร้านค้าสมาชิก E-Commerceกับธนาคารก่อน
                                               
5. ISP (Internet service provider) องค์กรผู้ให้บริการเชื่อมต่อระบบการสื่อสารทาง Internet  ให้กับลูกค้า ซึ่งอาจเป็นร้านค้าหรือผู้ใช้ Internet ทั่วไป โดย ISP รับและจดทะเบียน Domain หรือ จะจัดตั้ง Virtual Mall เพื่อให้ร้านค้านำ Home Pageมาฝากเพื่อขายสินค้า

                                   

  



ความสัมพันธ์ของระบบการค้าอิเล็กทรอนิคส์ E-Commerce

                                    ความสำคัญของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

                                                1. ลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมทั้งค่าเช่าพื้นที่ขายหรือการลงทุนในการสร้างร้าน ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนของธุรกิจต่ำลง

                                                2. ประหยัดเวลาและขั้นตอนทางการตลาด

                                                3. เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง และให้บริการได้ทั่วโลก

                                                4. มีช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

                                                5. สามารถทำกำไรได้มากกว่าระบบการขายแบบเดิม เนื่องจากต้นทุนการผลิตและการจำหน่ายต่ำกว่า ทำให้ได้กำไรจากการขายต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

                                                6. สามารถนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าได้เป็นจำนวนมาก และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้ในลักษณะ Interactive Market

                                                7. ปรับปรุงหรือ Update ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา

                                                8. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ซื้อหรือลูกค้า อาทิ ชื่อ ที่อยู่ พฤติกรรม การบริโภค สินค้าที่ต้องการ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการทำวิจัยและวางแผนการตลาด เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

                                                9. สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจหรือองค์กร ในเรื่องของความทันสมัยและเป็นโอกาสที่จะทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

                                                10. สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้เร็วและเสียเวลาน้อย

                                    ข้อจำกัดในการใช้พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์

                                    1. ความไม่ปลอดภัยของข้อมูล ขาดการตรวจสอบการใช้บัตรเครดิตบนอินเตอร์เน็ต ข้อมูลบนบัตรเครดิตอาจถูกดักฟังหรืออ่าน เพื่อเอาชื่อและหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้โดยที่เจ้าของบัตรเครดิตไม่รู้ได้ การส่งข้อมูลจึงต้องมีการพัฒนาวิธีการเข้ารหัสที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน เพื่อให้ข้อมูลของลูกค้าได้รับความปลอดภัยสูงสุด

                                    2. ประเทศไทยยังไม่มีธนาคารพาณิชย์ที่จะทำหน้าที่รับประกันความเสี่ยง สำหรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันการชำระเงินยังต้องผ่านธนาคารที่เป็นของต่างประเทศ

                                    3. ปัญหาความยากจน ความด้อยโอกาสและขาดความรู้ทางเทคโนโลยี รวมทั้งขาดเครือข่ายการสื่อสาร เช่น ระบบเคเบิล ระบบโทรศัพท์ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้อย่างทั่วถึง จึงทำให้ชนบทที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงและใช้บริการอินเตอร์เน็ตได้

                                              4. พาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ยังมีประเด็นเชิงนโยบายที่ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามากำหนดมาตรการ เพื่อให้ความคุ้มครองกับผู้ซื้อและผู้ขาย ขณะเดียวกันมาตรการมนเรื่องระเบียบที่จะกำหนดขึ้นต้องไม่ขัดขวางการพัฒนาเทคโนโลยี

                                    5. ผู้ซื้อไม่มั่นใจเรื่องการเก็บรักษาความลับทางธุรกิจ ข้อมูลส่วนบุคคลเช่น ไม่มั่นใจว่าจะมีผู้นำหมายเลขบัตรเครดิตไปใช้ประโยชน์ในทางที่มิชอบหรือไม่

                                    6. ผู้ขายไม่มั่นใจว่าลูกค้ามีตัวตนอยู่จริง จะเป็นบุคคลเดี่ยวกับที่แจ้งสั่งซื้อสินค้าหรือไม่มีความสามารถในการที่จะจ่ายสินค้าและบริการหรือไม่ และไม่มั่นใจว่าการทำสัญญาซื้อขายผ่านระบบ อินเตอร์เน็ตจะมีผลถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

                                                7. ด้านรัฐบาล ในกรณีที่ผู้ซื้อและผู้ขายอยู่คนละประเทศกันจะใช้กฎหมายของประเทศใดเป็นหลัก หากมีการกระทำผิดกฎหมายในการการกระทำการซื้อขายลักษณะนี้ ความยากลำบากในการติดตามการซื้อขายทางอินเตอร์เน็ต อาจทำให้รัฐบาลประสบปัญหาในการเรียกเก็บภาษีเงินได้และภาษีศุลกากร การที่การพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ พฤติกรรมของผู้บริโภค และการปฏิบัติงานของภาครัฐบาล ทำให้รัฐบาลอาจเข้ามากำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ขายที่ใช้บริการพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งให้ความสนใจในการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาปัจจัยที่จะเพิ่มความสะดวกทางด้านโทรคมนาคมสื่อสาร

                                    8.ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำสำเนาหรือดัดแปลงหรือสร้างขึ้นใหม่ได้ง่ายกว่าเอกสารที่เป็นกระดาษ จึงต้องจัดการระบบการรักษาความปลอดภัยในการอ้างสิทธิให้ดีพอ

                                    9. การพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการจัดการทางธุรกิจที่ดีด้วย การนำระบบนี้มาใช้จึงไม่สมควรทำตามกระแสนิยม เพราะถ้าลงทุนไปแล้วไม่สามารถให้บริการที่ดีกับลูกค้าได้ ย่อมเกิดผลเสียต่อบริษัท

                                    10. ปัญหาที่เกิดกับงานด้านกฎหมายและลายเซ็น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่จะกำกับดูแลการทำนิติกรรม การทำการซื้อขายผ่านทางการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

                    2.การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาพันธมิตรของกลุ่มผู้ประกอบการ (Virtual Cluster Development)

                                    ความหมายของพันธมิตร (Cluster)

                                                รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ได้อธิบายว่าคลัสเตอร์ (Cluster) (http://www.sme.go.th/websme/sme_know02.asp) หมายถึง การที่กลุ่มผู้ประกอบการที่มีความชำนาญพิเศษและผู้ให้บริการ เฉพาะด้าน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้อง ช่องทางการจำหน่าย ลูกค้า และสถาบันที่เกี่ยวข้องที่เชื่อมโยงกันในสาขาเฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่งในพื้นที่ร่วมมือกัน การเชื่อมโยงใน Cluster จะมีทั้งการเชื่อมโยงไปข้างหน้ากับลูกค้า และเชื่อมโยงไปข้างหลังกับ suppliers หรือการเชื่อมโยง ในด้านข้างกับผู้ประกอบการสนับสนุน หรือผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตลอดจนการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา และสถานวิจัยต่าง ๆ ซึ่งการเชื่อมโยงนี้เองที่เป็นกลไกสนับสนุนความสามารถในด้านนวัตกรรม นอกจากนี้ Cluster ยังสามารถครอบคลุม อุตสาหกรรม ต่าง ๆ ทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก

                                                คลัสเตอร์ (Cluster) จะต้องร่วมมือกันทั้งผู้ผลิตจัดจำหน่าย (Suppliers) และผู้ซื้อ (Buyers) ผู้ให้ (Industry) เกิดการบูรณาการ ของกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อความยั่งยืนของกลุ่ม อันจะเป็นการป้องกันการแทรกเข้ามา คู่แข่งขันรายอื่น (Potential Entrants) โดยที่กลุ่มอุตสาหกรรม ก็จะต้องมีการพัฒนาการผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ (Product Innovation) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการทดแทน ของผลิตภัณฑ์ (Substitute Products) ในตลาด

 

 

 


















การเชื่อมโยงสมาชิกในกลุ่ม
  Cluster

 

                                    ธุรกิจของคลัสเตอร์ในประเทศไทย

                                                ตัวอย่างการพัฒนานวัตกรรมโดยใช้ระบบคลัสเตอร์ที่กำลังดำเนินการอยู่ขณะนี้ คือ โครงการนวัตกรรมเชิงธุรกิจของคลัสเตอร์กล้วยไม้ในประเทศไทย ซึ่งได้มีการประชุมเพื่อดำเนินโครงการร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งที่มาจากหน่วยงานวิจัย เช่น ศูนย์ไบโอเทค มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริษัทผู้ผลิตและบริษัทผู้ส่งออก เช่น บริษัท กล้วยไม้ไทย จำกัด บริษัท กรุงเทพอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ จำกัด บริษัท ศาลายาออร์คิด จำกัด ฝ่ายร่วมลงทุนและสนับสนุนด้านการเงิน เช่น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้เป็นต้น

 

                            3. การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน 

                                  ความหมายวิสาหกิจชุมชน ( Small and Micro Community Enterprise SMCE) พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ.2548 ได้ให้ความหมายว่า วิสาหกิจชุมชนและความหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องดังนี้

                                                    วิสาหกิจชุมชน หมายความว่า  กิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการหรือการอื่น ๆที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกันและรวมตัวกันประกอบกิจการดังกล่าว  ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลในรูปแบบใดหรือไม่เป็นนิติบุคคล    เพื่อสร้างรายได้และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชนและระหว่างชุมชน

                                                    เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน หมายความว่า คณะบุคคลที่รวมตัวกัน      โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย
                                      กิจการวิสาหกิจชุมชน
หมายความว่า กิจการของวิสาหกิจชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน

 

                                     เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน

                                              หมายถึงการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเชื่อมโยงกิจการต่างๆของวิสาหกิจชุมชนในเครือข่ายทั้งในระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ  เป็นสื่อกลาง และเป็นช่องทางประสานงานกับเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนหรือวิสาหกิจชุมชนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้หรือดำเนินกิจกรรมอื่นอันเป็นประโยชน์หรือเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้ การฝึกอบรมหรือความช่วยเหลือในการปรับปรุงหรือพัฒนาการผลิต การให้บริการ การบริหารจัดการ การหาแหล่งทุน การตลาด และอื่น ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย เป็นต้น

                                           สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำเว็บไซด์ระบบสารสนเทศวิสาหกิจชุมชน(SMCE) (http://smce.doae.go.th) ให้บริการด้านต่างๆเกี่ยวกับวิสาหกิจชุมชน อาทิเช่น

                                                            1. ค้นหาข้อมูลวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายที่จดทะเบียน

                                                            2. ตรวจสอบชื่อวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายที่ขอจดทะเบียน

                                                            3. ให้บริการแบบฟอร์มเอกสารต่างๆเกี่ยวกับวิสาหกิจชุมชน

                                                            4. กระดานสนทนาถามตอบเรื่องวิสาหกิจชุมชนและที่เกี่ยวข้อง

                                                            5. ข้อมูลพื้นฐานเรื่องวิสาหกิจชุมชนและบทบาทของกรมส่งเสริมการเกษตรในเรื่องวิสาหกิจชุมชน