|
|
Introduction Ecology |
|
Life&their Environment |
|
Adaptation to the Environment |
|
Population Ecology |
|
Ecosystem Ecology |
|
Community Ecology |
|
Behavioral Ecology  
ECOSYSTEM
ECOLOGY
05
++ 04097203 :: Ecology and Environmental Science :: นิเวศวิทยาและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ++    








Ecosystem Ecology Outline
Ecosystem



  • สังคมชีวิตกับการรับถ่ายทอดสสารและพลังงานก็เป็นการถึงระดับระบบ ชีวิตที่มีขนาดใหญ่ขึ้น
  • สังคมชีวิตและปัจจัยสิ่งแวดล้อมของสังคมชีวิตนั้น
  • เป็นการรวมตัวกันของสังคมชีวิตที่คล้าย ๆ กันทำหน้าที่เป็นระบบขนาดใหญ่ ระบบหนึ่งมีการรับและถ่ายทอดพลังงานเป็นรูปแบบเดียวกัน เช่นระบบนิเวศของลุ่มน้ำ ที่ประกอบด้วยสังคมชีวิตหลาย ๆ แบบ แต่ลุ่มน้ำนี้มีวงจรการหมุนเวียนสสารและพลังงานในระบบเดียวกัน

Synonym

    ทรานส์ลี่ (A. G. Transley) ในปีช่วงปีค.ศ.1935 เริ่มสร้างแนวความคิด
  • ไบโอโคอีโนซีส (Biocoenosis) หรือ
  • จีโอไบโอโคอีโนซีส (Geobiocoenosis)

โครงสร้างของระบบนิเวศ

  • ส่วนประกอบส่วนของระบบนิเวศออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนประกอบที่มีชีวิตซึ่งจะหมายถึงสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกภายในสังคมชีวิต
  • และส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิตที่สิ่งมีชีวิตใช้เป็นสสารและพลังงานในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสง น้ำ ธาตุอาหาร

  1. ส่วนประกอบที่มีชีวิต : ส่วนประกอบที่มีชีวิตออกเป็นสองส่วน คือ สิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองได้ (Autotrophic stratum) และสิ่งมีชีวิตที่รับพลังงานและสสารจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ (Heterotrophic stratum)
  2. ส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิต : ส่วนประกอบที่ไม่มีชีวิตสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ส่วนประกอบที่เป็นสาร อนินทรีย์ (Inorganic substance) เช่น คาร์บอน ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น สารประกอบอินทรีย์ (Organic compound) ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เป็นต้น รวมทั้งอากาศ ภูมิอากาศ น้ำ และวัตถุที่ใช้เป็นที่ยึดเกาะของสิ่งมีชีวิต เช่น ดิน

ลักษณะหลัก ๆ ของระบบนิเวศ

  • มีขอบเขตที่แน่นอน อาจรวมถึงลักษณะทางกายภาพ เช่น เครื่องยนต์ เป็นระบบที่สามารถสัมผัสได้ มีขอบเขตอย่างชัดเจน มีปริมาตรเท่าใด แต่ในระบบชีวิตอย่างระบบนิเวศไม่อาจกำหนดขอบเขตได้อย่างชัดเจน อาจจะต้องใช้การทำงานของระบบเป็นตัวบ่งถึงขอบเขต
  • มีกระบวนการนำเข้า (Input) และการส่งออก (Output) ของปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของระบบ ซึ่งในระบบชีวิตสิ่งจำเป็นนี้ คือ พลังงานและสสาร เมื่อสิ่งจำเป็นนี้นำเข้าสู่ระบบก็จะมีการทำงานเกิดขึ้นภายในระบบ (Function) และจะนำสสารและพลังงานที่ไม่สามารถใช้ หรือไม่สามารถใช้ประโยชน์ออกจากระบบ กระบวนการทั้งสามขั้นตอนจะต้องทำงานให้สอดคล้องกัน การทำงานภายในระบบจะทำให้คงความเป็นระบบอยู่ได้

  • ระบบจะต้องมีส่วนประกอบเป็นระบบย่อย ๆ (Subsystem) ระบบย่อย ๆ นี้จะทำหน้าที่ของตัวเองและเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ ผลผลิตจากการทำงานในแต่ละระบบจะส่งต่อกัน และสามารถจะทำหน้าที่ควบคุมย้อมกลับ (Feedback control) กับระบบอื่น ๆ


คุณสมบัติของระบบนิเวศ

  • คุณสมบัติของแต่ละส่วน (Property of component) ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่มารวมเป็นระบบชีวิตย่อมมีคุณสมบัติของตนเอง สิ่งมีชีวิตใดมีชีพิสัยแบบใดย่อมเป็นมีขอบเขตอย่างนั้น สิ่งมีชีวิตใดมีอัตราการเกิดเท่าใดก็ย่อมคงลักษณะนั้นไว้ในระบบ

  • คุณสมบัติรวม (Collective property) กล่าวได้ว่าเป็นคุณสมบัติของส่วนประกอบแต่ละชนิดที่มารวมกัน เช่น อัตราการเกิดในระบบประชากร คือ ผลรวมของอัตราการเกิดของสมาชิกแต่ละตัวในระบบ
  • คุณสมบัติที่เกิดขึ้นมาใหม่ (Emergent property) เป็นคุณสมบัติที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการรวมตัวกันเป็นระบบ อาจทำความเข้าใจในลักษณะคุณสมบัติโดยพิจารณาจากคุณสมบัติของน้ำย่อมจะมีลักษณะคุณสมบัติของน้ำ ไม่ใช้คุณสมบัติของไฮโดรเจนและคุณสมบัติของออกซิเจน


Homeostasis



การควบคุมย้อนกลับแบบบวก (Positive feedback control) เป็นผลให้ระบบมีการ
เพิ่มการนำเข้าและส่งออกทำให้ระบบพัฒนาขึ้น ส่วนการควบคุมย้อนกลับอีกแบบเรียกว่า การควบคุมย้อมกลับแบบลบ (Negative feedback control) ซึ่งลดการนำเข้าและส่งออกทำให้ระบบเสื่อมโทรมลง


Congeneric homotaxis


เป็นการควบคุมการทำงานของระบบนิเวศอีกชนิดหนึ่ง โดยพิจารณาถึง การทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตชนิดกลุ่มหนึ่ง แต่ถ้าสิ่งมีชีวิตนี้สูญหายไปบาง ตัวระบบนิเวศยังมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นมาทำหน้าที่แทน ทำให้ระบบนิเวศสามารถคงอยู่ต่อไปได้

Stability

  • เสถียรภาพที่คงทน (Resistance stability) คือความสามารถที่ระบบ สามารถจะทนทานได้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
  • เสถียรภาพที่ยืดหยุ่น (Resilience stability) นั่นคือเมื่อระบบถูกรบกวนจะ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่สามารถฟื้นตัวเข้าสู่สภาวะเดิมได้

การไหลถ่ายเทพลังงาน


กระบวนการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) และกระบวนการนี้ถือเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นมาก และเป็นแกนหลักของสังคมชีวิต



พืชต้องการพลังงานบางส่วนในการดำรงชีวิตกระบวนการที่เกิดขึ้นจึงเป็นกระบวนการหายใจ (Respiration) เพื่อให้ได้พลังงานออกมาใช้

ประเมินผลผลิตปฐมภูมิสุทธิ



การเจริญเติบโตของผู้ผลิตที่เป็นส่วนประกอบหลักของระบบนิเวศ อย่างไรก็ตามพลังงานแสงที่ถูกนำมาใช้นี้ใช้ได้เพียงร้อยละ 1 เท่านั้น ผลผลผลิตปฐมภูมิสุทธิ

การถ่ายทอดพลังงานต่อเป็นทอด


    En = Ec - Ew - Eb - Eg - Er - Ea - El
    โดย
  • En = พลังงานที่ได้รับสุทธิ
  • Ec = พลังงานที่รับเข้าสู่ร่างกาย
  • Ew = พลังงานที่ไม่ได้ใช้
  • Eb = พลังงานที่ใช้ในเมตาบอลิซึมพื้นฐาน
  • Eg = พลังงานเพื่อการเจริญเติบโต
  • Er = พลังงานเพื่อการสืบพันธุ์
  • Ea = พลังงานเพื่อกิจกรรมอื่น ๆ
  • El = พลังงานที่สูญเสียไป เนื่องจากถูกสิ่งมีชีวิตอื่นใช้ประโยชน์
โดยพลังงานที่รับเข้าสู่ร่างกาย (Ec) จะมีความสัมพันธ์กับเวลาในการค้นหาอาหาร (Ts) ปริมาณอาหารที่กินเข้าไปต่อหน่วยของเวลาที่ใช้ในการค้นหา (Nc) กับค่าเฉลี่ยพลังงานของอาหาร (Em) สามารถสร้างเป็นสมการได้ดังนี้

Ec= TsNcEm

อัตราการเจริญเติบโต


ประสิทธิภาพของการเจริญเติบโต = (ผลผลิตทุติยภูมิสุทธิ/ กระบวนการแอสซิมิเลชั่น) x 100

ในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่นมังกรโคโดโมกินอาหารเท่าขาดเท่าหมูหนึ่งตัวต่อเดือนและสร้างน้ำหนักเท่าตัวในช่วงเวลาสองเดือน แต่เสือชีตาร์ต้องกินอาหารขนาดสี่เท่าตัวของน้ำหนักจึงจะสามารถสร้างน้ำหนักหนึ่งเท่าตัว

อัตราการแอสซิมิเลชั่น


ประสิทธิภาพในการแอสซิมิเลชั่น = (แอสซิมิเลชั่นลำดับการกินที่ n/แอสซิมิเลชั่นลำดับการกินที่ n-1)

พบว่าประสิทธิภาพในการแอสซิมิเลชั่นจะมีค่าประมาณร้อยละ 10 (Ten percent law) กระบวนการเหล่านี้เป็นการทำความเข้าใจกระบวนการไหลถ่ายเทของพลังงานในระบบนิเวศแต่ พลังงานไม่ได้หยุดอยู่ที่การกินเท่านั้น พลังงานบางส่วนยังถูกทิ้งไปโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือสิ่งมีชีวิตเกิดการตายลง การย่อยสลายเพื่อเปลี่ยนรูปแบบพลังงานเพื่อส่งกลับไปให้ผู้ผลิตใช้อีกครั้ง

วงจรทางชีวธรณีเคมี


วงจรทางชีวธรณีเคมี (Biogeochemical cycling) จะกำหนดขอบเขตเป็นระดับโลกซึ่งมีการหมุนเวียนธาตุไปตามระบบนิเวศต่าง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ พื้นดิน รวมทั้งอากาศ ซึ่งต้องอาศัยเวลาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจึงจะปลดปล่อยธาตุต่าง ๆ ออกมา เช่น หินฟอสเฟตจะต้องใช้เวลานานเป็นพันปีจึงจะพุพังแล้วให้ฟอสฟอรัสออกมา

วงจรของธาตุ


วงจรของธาตุ (Mineral cycling) ก็ต้องใช้เวลาเป็นระยะเวลายาวนานจึงจะปลดปล่อยออกมาจนแทบจะไม่มีการหมุนเวียนออกมาเลย

วงจรอาหาร


การหมุนเวียนถ่ายเทสารอาหารที่สิ่งมีชีวิตใช้ในระบบนิเวศ จำกัดขอบเขตที่เป็นช่วงเวลาที่สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศใช้ประโยชน์
    ส่วนประกอบของวงจรอาหาร
  • การหมุนเวียนภายในระบบ (Intrasystemcycle) นั่นคือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ระบบนิเวศวางตัวอยู่ เช่น พื้นดินตรงนั้นมีแหล่งอาหาร อนุภาคของธาตุอาหารในดินที่อยู่ในรูปของสารอนินทรีย์ หรือธาตุอินทรีย์ที่สะสมอยู่ในรูปมวลชีวภาพ (Biomass) ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ทั้งตัว เป็นต้น

  • การหมุนเวียนจากบรรยากาศ (Atmospheric compartment) นั่นคือได้รับธาตุมาจากแหล่งอื่น ๆ โดยอาจมีลมพัดเข้าสู่ระบบนิเวศ หรือการนำพามาด้วยน้ำในดินและใต้ดิน ตลอดจนการนำพาธาตุอาหารเข้ามาในระบบโดยสิ่งมีชีวิต เป็นผู้นำเข้าสู่ระบบนิเวศ


ระบบนิเวศเกษตร

ระบบนิเวศกึ่งธรรมชาติ (Semi natural ecosystem) ความต้องการของมนุษย์ผู้ทำการเกษตรย่อมต้องการผลผลิตให้มากเพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้นการเลือกสิ่งมีชีวิตที่เข้ามาเป็นโครงสร้างของระบบนิเวศจึงมีจำนวนไม่มาก การที่มีความซับซ้อนน้อยของโครงสร้างของระบบนิเวศทำให้มีความเสถียรต่ำ ง่ายต่อการรบกวน วงจรของอาหารก็จะไม่มีผู้ทำหน้าที่หลากหลายซับซ้อนเทียบเท่าระบบนิเวศธรรมชาติ


copyright © 2006 By Ecology&Environment Science website, All right reserved.
|| Home | Course outline | Download | Reference | Staff | Contace me ||

Design by ams | tae | puy | bud